แนวคิด
1.
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
2. อำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 อำนาจ คืออำนาจนิติบัญญัติ
อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ
ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด
ซึ่งในรัฐธรรมนูญจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปกครองประเทศไว้ เช่น
การดำรงตำแหน่งฐานะประมุขของรัฐ การกำหนดหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร
และตุลาการ การกำหนดสิทธิหน้าที่ของประชาชน กลไกการบริหารประเทศ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม
2540 มีสาระสำคัญดังนี้
1. รูปแบบของรัฐ
กำหนดว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวไม่อาจแบ่งแยกเป็นหลายๆ รัฐได้
2. ระบอบการปกครอง
ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
การปกครองแบบประชาธิปไตย หมายความว่า อำนาจอธิปไตย
หรืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากปวงชนชาวไทย
พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตย ดังนี้
1. อำนาจนิติบัญญัติ คือ อำนาจในการออกกฎหมาย
พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา กล่าวคือ
การตรากฎหมายออกมาใช้บังคับกับประชาชนต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
2. อำนาจบริหาร คือ
อำนาจในการบริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายและกฎหมายพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ทางคณะมนตรี
กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน
ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
3. อำนาจตุลากร คือ อำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
หรือติดสินข้อพิพากษาหรือตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ ทางศาล กล่าวคือ
การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นหน้าที่ของศาลอันประกอบด้วยผู้พิพากษา
ซึ่งมีอิสระในการใช้ดุลพินิจในการตัดสินคดี
และเป็นการดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
3. รัฐสภา
รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร บางครั้งแยกกันประชุม
แต่งบางครั้งประชุมร่วมกัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา
ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภาสมาชิกวุฒิสภามีจำนวน 200 คน
มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
โดยประชาชนทุกจังหวัดมีสิทธิเสมอกันในการออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละจังหวัดได้เพียงหนึ่งคน
อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก
500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
(ปาร์ตี้ลิส) จำนวน 100 คน และสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400
คน
โดยคำนวณจากจำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนที่มีการเลือกตั้งเฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
400 คน ซึ่งจะได้เป็นเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน
และจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดให้นำจำนวนราษฎรที่คิดคำนวณข้างต้นมาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้น
จังหวัดใดมีราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน
จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มอีกคนทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกราษฎรหนึ่งคน
เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทุกจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ถึง 400 คน
จังหวัดใดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณมากที่สุด
ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนและให้เพิ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีดังกล่าว
แก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณในลำดับรองลงมาตามลำดับจนครบจำนวน 400 คน
3.1 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า
5 ปี
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง
3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90
วันนับถึงวันเลือกตั้ง
3.2 บุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนในสมประกอบ
2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
3) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
3.3 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิก
4)
เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
90 วัน
5) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2)
เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4)
เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
2 ปีการศึกษา
(5)
เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
2 ปี
3.4 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) มีสัญชาติไทย
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง
3) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
4)
ผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) มีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
1 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
(2)
เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัดนั้น
(3) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง
(4)
เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
2 ปีการศึกษา
(5)
เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า
2 ปี
3.5 บุคคลผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
1) ติดยาเสพติดให้โทษ
2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี
3) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5
ปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
4) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่
หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
5) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
เพราะร่ำรวยผิดปกติ
6) เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชาการเมือง
7) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
8) เป็นสมาชิกวุฒิสภา
9) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น
หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
10) เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
กรรมการสิทธิ-มนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกคอรง
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
11) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
12) เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง และยังไม่พ้นกำหนด 5
ปีนับตั้งแต่วันที่วุฒิสภามีมติจนถึงวันเลือกตั้ง
3.6 บุคคลที่ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา
1) เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
2) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว
ยังไม่เกิน 1 ปี นับถึงวันสมัครับเลือกตั้ง
3)
เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในอายุของวุฒิสภาคราวก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง
4) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
4.
สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย
4.1 สิทธิของประชาชนไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน
ได้บัญญัติคุ้มครองสิทธิของชนชาวไทย ไว้ดังนี้
1) สิทธิที่จะได้รับความเสมอภาคตามกฎหมาย หมายความว่า
ประชาชนชาวไทยทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายย่อมมีสิทธิเสมอกัน
ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกัน
2) สิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง
และสิทธิในการออกเสียงประชามติ เป็นต้น
3) สิทธิในทรัพย์สิน
และสิทธิในการมีมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
4) สิทธิในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน
บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน
ทารุณหรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายจะกระทำมิได้ การจับกุม คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล
หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะกระทำมิได้
เว้นแต่อาศัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
5) สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียงหรือความเป็นอยู่ส่วนตัว
ย่อมได้รับความคุ้มครอง การกล่าวหรือได้ข่าวแพร่หลาย
ซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชนอันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว
หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
6) สิทธิในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี
ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
7) สิทธิในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลป
วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ
และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
8) สิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน
และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่ต้องเสียใช้จ่าย
ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) สิทธิในการได้รับความคุ้มครองจากรัฐ คือ เด็ก เยาวชน
และบุคคลในครอบครัวมีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
10)
สิทธิในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
11) สิทธิในการรับทราบข้อมูลข่าสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ
รวมทั้งมีสิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยงานดังกล่าว
ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม
สุขภาพอนามัยคุณภาพชีวิต
12) สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์
และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควรตามที่กฎหมายบัญญัติ
13) สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์การอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดชอบเนื่องจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของข้าราชการ
พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น
14) สิทธิในการต่อต้านโดยสันติวิธี
ซึงการกระทำใดๆที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ
โดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ
4.2 เสรีภาพของประชาชนชาวไทย
1) เสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
2) เสรีภาพในเคหสถาน
3) เสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร
4) เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
5) เสรีภาพในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา
6) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
7) เสรีภาพในทางวิชาการ
8) เสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็น ภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ
9) เสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น
10) เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง
11)
เสรีภาพในการประกอบกิจกรรมหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
4.3 หน้าที่ของประชาชนชาวไทย
1) หน้าที่รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
2) หน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
3) หน้าที่ป้องกันประเทศ
4) หน้าที่รับราชทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ
5) หน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
6) หน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ
7) หน้าที่ช่วยเหลือราชการ
8) หน้าที่รับการศึกษาอบรมตามที่กฎหมายบัญญัติ
9) หน้าที่พิทักษ์ ปกป้องและสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
10)หน้าที่อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม