พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
รัชกาลที่ 1 ( พ.ศ. 2325-2352 )
พระปฐมบรมราชวงศ์จักรี


                    เมื่อวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตวาศกจุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 เสนามาตย์ราษฎร์ประชาเอนกนิกร ได้พร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์ต่อจากสามเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นับเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรี ซึ่งพระราชวงศ์นี้ได้มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์สืบต่อมาตราบจนทุกวันนี้
                    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดฯให้สร้างพระมหานครใหม่ในที่อันเหมาะสมกว่ากรุงธนบุรีด้วยทรงประจักษ์ว่า ที่ตั้งของกรุงธนบุรีไม่มั่นคงพอเนื่องจากอริราชศัตรูยกกำลังมาประชิดได้ง่าย ไม่สะดวกในการป้องกันราชธานี   จึงทรงย้ายพระนครจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามาสถาปนาขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันออก
                    เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ปีขาล จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งล่วงแล้ว 45 นาที ได้โปรดให้ยกเสาหลักเมืองขึ้น การก่อสร้างพระมหานครเริ่มดำเนินไปตั้งแต่นั้นจนลุล่วงตามพระราชประสงค์
                    ส่วนสำคัญของพระมหานครที่ทรงกำหนดที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ ทรงยึดถือแนวทางจากกรุงศรีอยุธยาเกือบทั้งสิ้น เหตุด้วยความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แก่พม่าข้าศึกเมื่อครั้งเสียกรุง  ซึ่งเท่ากับสูญสลายศิลปวันธรรมของบ้านเมืองจนหมดสิ้น  ดังนั้น พระองค์จึงทรงกำหนดบริเวณเพื่อก่อสร้าง พระบรมมหาราชวัง และวัดวาอารามควบคู่กันไปกับการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมต่างๆ พร้อมกัน ดังปรากฏเป็นมรดกล้ำค่าเป็นศรีสง่าแก่ชาติตราบเท่าปัจจุบันนี้
                    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระนามเดิมว่า “ทองด้วง” พระราชสมภพ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279 เป็นบุตรหลวงพินิจอักษร ซึ่งรับราชการเป็นเสมียนตราในกรมมหาดไทย ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ   สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลังจากโสกันต์แล้วได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพรและหลังจากทรงผนวชแล้วพระชนกได้ทูลขอ “กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์” ซึ่งขณะนั้นมีพระนามว่า “นาค” มีภูมิลำเนาอยู่ที่อัมพวา แขวงเมืองราชบุรี มาเป็นพระชายาเมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้ 25 พรรษา ได้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ครั้งเมื่อพระชันษา 32 ได้เข้ามาถวายราชการในพระเจ้ากรุงธนบุรี มีความชอบได้เป็น พระราชวรินทร์, พระยาอภัยรณฤทธิ์, เจ้าพระยายมราช, เจ้าพระยาจักรี และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตามลำดับ ทรงปราบดาภิเษกขึ้งเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ 45 พรรษา
                    พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์มีเป็นอเนกประการ กล่าวได้ว่าทรงมีพระราชภาระหนักทั้งการศึกสงครามเพื่อปราบปรามและป้องกันรักษาเอกราชของชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นภัยอันตราจากข้าศึกศัตรูแล้ว ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในด้านการปกครองประเทศชาติ และทรงฟื้นฟูราชประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งกำลังจะสูญไป ดังเช่น โปรดให้ทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก ออกกฎหมายพระสงฆ์ สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัด โปรดให้เชิญพระพุทธรูปจกเมืองที่ห่างไกลมาประดิษฐานไว้ในพระนครเพื่อดูแลรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ
                                    “ตั้งใจจะอุปถัมภก                             ยอยกพระพุทธศาสนา
                                     จะป้องกันขอบขัณฑสีมา                  รักษาประชาชนและมนตรี”
                    คำกลอนข้างบนนี้ ปรากฏอยู่ในนิราศท่าดินแดง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อ พ.ศ.2329 จะเห็นได้ว่าหลักการ 3 ประการในคำกลอนนั้น เป็นพระราชดำรัสย้ำถึงพระบรมราโชบายในการปครองดินแดนที่เป็นไปตามพระราชปฏิญญาที่ได้พระราชทานไว้กับประชาชนชาวสยาม โดยผ่านทางพราหมณ์และขุนนางผู้ใหญ่ในพระราชพิธีปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325 และแล้วพระองค์ก็ทรงยึดถือพระบรมราโชบายนี้เป็นหลักปฏิบัติราชการแผ่นดินเรื่อยมา ขณะนั้นได้เริ่มตั้งกรุงเทพฯ พระมหานครใหม่ๆ ทุนรอนของแผ่นดินไม่มีไว้ให้จับจ่ายใช้สอยฐานะทางเศรษฐกิจกำลังเสื่อมโทรม เพราะไทยต้องทำสงครามมาตลอดรัชกาลก่อน ประชาชนอยู่ในสภาพยากจนและขวัญไม่ดี การพระพุทธศาสนาก็เศร้าหมอง นอกจากนั้นยังจะต้องเตรียมกำลังไว้ยับยั้งข้าศึกที่มีข่าวแน่นอนว่า กำลังเตรียมที่จะยกเข้ามาอีกด้วย ขณะนั้นทรงมี “ทุน”ที่จะทรงใช้ในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศก็เพียงความศรัทธาเลื่อมในที่ประชาชนทั้งประเทศมีต่อพระองค์และกำลังทหารไม่เกินสองหมื่นคนเท่านั้น พระปรีชาสามารถพิเศษของพระองค์  จึงทรงฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ สามารถสร้างสมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่ประเทศไทยได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว
                    เพื่อให้พระบรมราโชบายหลักบรรลุผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต้องการสร้างพระมหานครให้สวยงามและเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ คล้ายกรุงศรีอยุธยาที่ทรงทอดพระเนตรเห็นมาก่อนแล้วโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ตระหนักและเกรงขามของประเทศเพื่อนบ้านว่า บัดนี้เมืองไทยได้กลับเป็น “บ้านดีเมืองดี” อีกครั้งหนึ่งแล้ว ในการนี้จำเป็นต้องสร้างวัดวาอาราม และพระราชวังอันถือว่าเป็นหัวใจของประเทศให้งามสง่าในแบบศิลปะของไทยอันเป็นเครื่องแสดงถึงความมั่นคงและรุ่งเรืองขึ้นก่อน
                    นอกจากนั้นยังทรงวางรากฐานการปกครองเบื้องต้น โดยตรากฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง ทรงกวดขันศีลธรรมของข้าราชการและประชาชนพลเมือง ส่วนในด้านขนบธรรมเนียมประเพณีได้ทรงฟื้นฟูและวางรากฐานราชประเพณีที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิธีพืชมงคล พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น
                    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งในการศึกและการรัฐประศาสน์เป็นเยี่ยม ทรงทะนุบำรุงการศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองโดยเร็วพลัน   เพราะทรงประจักษ์ว่า ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีระเบียบแบบแผนที่ดีงาม อีกทั้งเป็นแหล่งกลางของสังคมในการสืบทอดความรู้ความเข้าใจได้เป็นอย่างดี พระองค์จึงต้องสร้างวัดวาอารามไว้มากมายหลายแห่ง เพื่ออนุรักษ์ศิลปะของชาติให้คงอยู่สืบไปภายภาคหน้า
                    วัดในสมัยรัชกาลของพระองค์ จึงเป็นแบบอย่างแก่พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมาอีหลายรัชกาลในการทะนุบำรุงพระศาสนาให้จำเริญรุ่งเรืองโดยลำดับ วัดสำคัญที่ทรงสร้างในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่
                    วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง เมื่อพุทธศักราช 2325 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง วัดนี้อยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง จึงไม่มีกุฏิที่อยู่ของพระสงฆ์มาแต่แรกสร้าง คงมีแต่เขตพุทธาวาสเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย เป็นที่รวมของศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมของชาติไว้อย่างพร้อมมูล
                    อีกแห่งหนึ่งคือ วัดสุทัศน์เทพวราราม สร้างเมื่อพุทธศักราช 2350 พระราชประสงค์เพื่อให้มีวัดกลางพระนครเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง มีพระวิหารสูงใหญ่เท่าวัดพนัญเชิงที่พระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปสำคัญที่โปรดให้เชิญลงมาจากเมืองสุโขทัย แต่วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปลายรัชสมัยของพระองค์ สร้างเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ในรัชกาลที่ 3 เดิมทีเดียววัดนี้พระองค์ได้พระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่ภายหลังต่อมาเมื่อสร้างเสร็จ ได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดสุทัศน์เทพวราราม” เป็นวัดที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย
                    ส่วนวัดที่ทรงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งในพระนครและในหัวเมืองมีอีกหลายแห่ง ที่สำคัญได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (เดิมชื่อ วัดโพธาราม) หรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า วัดโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เริ่มดำเนินการปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. 2332 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2344 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส” (ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ในรัชกาลที่ 4 วัดนี้ได้รับการบูรณะเป็นพิเศษ มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก มีพระอารามใหญ่โตกว่าที่อื่นใดทั้งสิ้น ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1
                    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทะนุบำรุงพระศาสนาให้เป็นหลักอันมั่นคงและสถิตสถาพรมาจนทุกวันนี้จนได้ชื่อว่า เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา เป็นมรดกที่ล้ำค่า ซึ่งคนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
                    พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในหลักธรรมอยู่เป็นนิตย์ ทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบอย่างแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดปวงข้าราชการใหญ่น้อยและอาณาประชาราษฎร์ ครั้งหนึ่งทรงมีพระราชศรัทธาเป็นหิตชณะประโยชน์ในพระพุทธศาสนา โปรดให้จัดฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดการสมโภช ณ วันศุกร์ เดือน 6 แรม 7-8-9 ค่ำ จุลศักราช 1171 ปีมะเส็ง (พุทธศักราช 2352) พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ตลอด 3 วัน เป็นการพิธีใหญ่สุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคตเพียง 3 เดือน พระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อเวลา 3 ยามกับ 7 บาท ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13 ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช 1171 รวมพระชนมายุ 73 พรรษา
                    จำเริญกาลต่อมานับได้ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525 ในแผ่นดินแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 ราชวงศ์จักรี ประชาชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันมีสมานฉันท์ถวายพระสมัญญาว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช” เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์ในพระมหากษัตริยาธราชผู้ทรงไว้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติเป็อเนกประการ พระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและถวายสมัญญาพร้อมพระพรชัยมงคลนี้ปรากฏเป็นพระกฤษฎาภินิหารน่าอัศจรรย์เมื่อ วันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2525

สรุปเหตุการณ์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  (พ.ศ.2325-2352)

2325

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงปราบปรามการจลาจลในกรุงธนบุรี
      และทรงรับอัเชิญของเสนามาตย์ราษฎรทั้งหลาย เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ณ วันเสาร์
      เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 6 เมษายน นับเป็นพระปฐมกษัตริย์
      แห่งราชวงศ์จักรี
8 เมษายน ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดฯ ให้สร้างกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นราชธานี
21 เมษายน พระราชพิธีตั้งศาลหลักเมืองตรงกับวันอาทิตย์เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ จัตวาศกจุลศักราช 1144
องเชียงสือ (ญวน) และนักองค์เอง (เขมร) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

2326

สร้างตำราว่าด้วยระเบียบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

2327

18 กุมภาพันธ์ สร้างกรุงเทพฯ แล้วเสร็จโปรดฯให้มีการสมโภชพระนครสร้างเสาชิงช้า
      พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพื่อประกอบพระราชพิธียัมปวาย-ประกอบพระราชพิธี
     บรมราชาภิเษก

2328

เกิดสงครามเก้าทัพกับพม่า มีวีรสตรีเกิดขึ้น 2 ท่าน คือท้าวเทพสตรี-ท้าวศรีสุนทร

2329

กิดสงครามกับพม่าที่ท่าดินแดงองตนวีเสน แขกโปรตุเกส เชิญพระราชสาสน์มาเจริญทาง
      พระราชไมตรี นับเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาติดต่อในสมัยรัตนโกสินทร์
อังกฤษเช่าเกาะปีนังจากพระยาไทรบุรี

2333

องเชียงสือกู้บ้านเมืองสำเร็จ ได้จัดดอกไม้เงินดอกไม้ทองเข้ามาถวาย

2337

อภิเษกนักองค์เองเป็นสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีครองกรุงกัมพูชา

2340

ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์

2347

ทรงโปรดฯ ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตรวบรวมและชำระกฎหมาย แล้วให้เขียนขึ้นเป็น
      ลายลักษณ์อักษร เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง”

2352

เสด็จสวรรคต