![]() |
|
เมื่อวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ
ปีขาล จัตวาศกจุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2325 เสนามาตย์ราษฎร์ประชาเอนกนิกร
ได้พร้อมใจกันอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์ต่อจากสามเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นับเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรี
ซึ่งพระราชวงศ์นี้ได้มีพระมหากษัตริย์ครองราชย์สืบต่อมาตราบจนทุกวันนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงโปรดฯให้สร้างพระมหานครใหม่ในที่อันเหมาะสมกว่ากรุงธนบุรีด้วยทรงประจักษ์ว่า
ที่ตั้งของกรุงธนบุรีไม่มั่นคงพอเนื่องจากอริราชศัตรูยกกำลังมาประชิดได้ง่าย
ไม่สะดวกในการป้องกันราชธานี จึงทรงย้ายพระนครจากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยามาสถาปนาขึ้นใหม่ทางฝั่งตะวันออก
จนเมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ปีขาล
จุลศักราช 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งล่วงแล้ว 45
นาที ได้โปรดให้ยกเสาหลักเมืองขึ้น
การก่อสร้างพระมหานครเริ่มดำเนินไปตั้งแต่นั้นจนลุล่วงตามพระราชประสงค์
ส่วนสำคัญของพระมหานครที่ทรงกำหนดที่ตั้งขึ้นใหม่นี้
ทรงยึดถือแนวทางจากกรุงศรีอยุธยาเกือบทั้งสิ้น
เหตุด้วยความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แก่พม่าข้าศึกเมื่อครั้งเสียกรุง
ซึ่งเท่ากับสูญสลายศิลปวัฒนธรรมของบ้านเมืองจนหมดสิ้น
ดังนั้น พระองค์จึงทรงกำหนดบริเวณเพื่อก่อสร้าง พระบรมมหาราชวัง
และวัดวาอารามควบคู่กันไปกับการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมต่างๆ พร้อมกัน
ดังปรากฏเป็นมรดกล้ำค่าเป็นศรีสง่าแก่ชาติตราบเท่าปัจจุบันนี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีพระนามเดิมว่า ทองด้วง พระราชสมภพ
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2279 เป็นบุตรหลวงพินิจอักษร
ซึ่งรับราชการเป็นเสมียนตราในกรมมหาดไทย ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
หลังจากโสกันต์แล้วได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพรและหลังจากทรงผนวชแล้วพระชนกได้ทูลขอ
กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระนามว่า นาค มีภูมิลำเนาอยู่ที่อัมพวา
แขวงเมืองราชบุรี มาเป็นพระชายาเมื่อพระองค์มีพระชนม์ได้ 25 พรรษา
ได้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ครั้งเมื่อพระชันษา 32
ได้เข้ามาถวายราชการในพระเจ้ากรุงธนบุรี มีความชอบได้เป็น พระราชวรินทร์,
พระยาอภัยรณฤทธิ์, เจ้าพระยายมราช, เจ้าพระยาจักรี
และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตามลำดับ
ทรงปราบดาภิเษกขึ้งเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ 45 พรรษา
พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์มีเป็นอเนกประการ
กล่าวได้ว่าทรงมีพระราชภาระหนักทั้งการศึกสงครามเพื่อปราบปรามและป้องกันรักษาเอกราชของชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นภัยอันตรายจากข้าศึกศัตรูแล้ว
ยังทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในด้านการปกครองประเทศชาติ
และทรงฟื้นฟูราชประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งกำลังจะสูญไป ดังเช่น
โปรดให้ทำสังคายนาชำระพระไตรปิฎก ออกกฎหมายพระสงฆ์ สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัด
โปรดให้เชิญพระพุทธรูปจากเมืองที่ห่างไกลมาประดิษฐานไว้ในพระนครเพื่อดูแลรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตั้งใจจะอุปถัมภก
ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา
รักษาประชาชนและมนตรี
คำกลอนข้างบนนี้ ปรากฏอยู่ในนิราศท่าดินแดง
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อ พ.ศ.2329
จะเห็นได้ว่าหลักการ 3 ประการในคำกลอนนั้น เป็นพระราชดำรัสย้ำถึงพระบรมราโชบายในการปกครองดินแดนที่เป็นไปตามพระราชปฏิญญาที่ได้พระราชทานไว้กับประชาชนชาวสยาม
โดยผ่านทางพราหมณ์และขุนนางผู้ใหญ่ในพระราชพิธีปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325
และแล้วพระองค์ก็ทรงยึดถือพระบรมราโชบายนี้เป็นหลักปฏิบัติราชการแผ่นดินเรื่อยมา
ขณะนั้นได้เริ่มตั้งกรุงเทพฯ พระมหานครใหม่ๆ
ทุนรอนของแผ่นดินไม่มีไว้ให้จับจ่ายใช้สอยฐานะทางเศรษฐกิจกำลังเสื่อมโทรม
เพราะไทยต้องทำสงครามมาตลอดรัชกาลก่อน ประชาชนอยู่ในสภาพยากจนและขวัญไม่ดี
การพระพุทธศาสนาก็เศร้าหมอง
นอกจากนั้นยังจะต้องเตรียมกำลังไว้ยับยั้งข้าศึกที่มีข่าวแน่นอนว่า
กำลังเตรียมที่จะยกเข้ามาอีกด้วย ขณะนั้นทรงมี ทุนที่จะทรงใช้ในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศก็เพียงความศรัทธาเลื่อมในที่ประชาชนทั้งประเทศมีต่อพระองค์และกำลังทหารไม่เกินสองหมื่นคนเท่านั้น
พระปรีชาสามารถพิเศษของพระองค์ จึงทรงฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ
สามารถสร้างสมความเป็นปึกแผ่นมั่นคงให้แก่ประเทศไทยได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว
เพื่อให้พระบรมราโชบายหลักบรรลุผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ต้องการสร้างพระมหานครให้สวยงามและเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ
คล้ายกรุงศรีอยุธยาที่ทรงทอดพระเนตรเห็นมาก่อนแล้วโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ตระหนักและเกรงขามของประเทศเพื่อนบ้านว่า
บัดนี้เมืองไทยได้กลับเป็น บ้านดีเมืองดี อีกครั้งหนึ่งแล้ว
ในการนี้จำเป็นต้องสร้างวัดวาอาราม
และพระราชวังอันถือว่าเป็นหัวใจของประเทศให้งามสง่าในแบบศิลปะของไทยอันเป็นเครื่องแสดงถึงความมั่นคงและรุ่งเรืองขึ้นก่อน
นอกจากนั้นยังทรงวางรากฐานการปกครองเบื้องต้น
โดยตรากฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง
ทรงกวดขันศีลธรรมของข้าราชการและประชาชนพลเมือง ส่วนในด้านขนบธรรมเนียมประเพณีได้ทรงฟื้นฟูและวางรากฐานราชประเพณีที่สูญหายไปขึ้นมาใหม่
เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิธีพืชมงคล พระราชพิธีโสกันต์
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงมีพระปรีชาสามารถทั้งในการศึกและการรัฐประศาสน์เป็นเยี่ยม
ทรงทะนุบำรุงการศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองโดยเร็วพลัน
เพราะทรงประจักษ์ว่า
ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจและมีระเบียบแบบแผนที่ดีงาม
อีกทั้งเป็นแหล่งกลางของสังคมในการสืบทอดความรู้ความเข้าใจได้เป็นอย่างดี
พระองค์จึงต้องสร้างวัดวาอารามไว้มากมายหลายแห่ง
เพื่ออนุรักษ์ศิลปะของชาติให้คงอยู่สืบไปภายภาคหน้า
วัดในสมัยรัชกาลของพระองค์ จึงเป็นแบบอย่างแก่พระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมาอีกหลายรัชกาลในการทะนุบำรุงพระศาสนาให้จำเริญรุ่งเรืองโดยลำดับ
วัดสำคัญที่ทรงสร้างในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นพร้อมกับพระบรมมหาราชวัง เมื่อพุทธศักราช
2325 เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
อันเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง วัดนี้อยู่ในบริเวณพระบรมมหาราชวัง
จึงไม่มีกุฏิที่อยู่ของพระสงฆ์มาแต่แรกสร้าง
คงมีแต่เขตพุทธาวาสเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์
วัดนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย
เป็นที่รวมของศิลปกรรมของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมของชาติไว้อย่างพร้อมมูล
อีกแห่งหนึ่งคือ วัดสุทัศน์เทพวราราม สร้างเมื่อพุทธศักราช 2350
พระราชประสงค์เพื่อให้มีวัดกลางพระนครเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง
มีพระวิหารสูงใหญ่เท่าวัดพนัญเชิงที่พระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระศรีศากยมุนี
พระพุทธรูปสำคัญที่โปรดให้เชิญลงมาจากเมืองสุโขทัย
แต่วัดนี้เริ่มสร้างเมื่อปลายรัชสมัยของพระองค์
สร้างเสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ในรัชกาลที่ 3
เดิมทีเดียววัดนี้พระองค์ได้พระราชทานนามว่า วัดมหาสุทธาวาส
แต่ภายหลังต่อมาเมื่อสร้างเสร็จ ได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น วัดสุทัศน์เทพวราราม
เป็นวัดที่มีความงดงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย
ส่วนวัดที่ทรงโปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งในพระนครและในหัวเมืองมีอีกหลายแห่ง
ที่สำคัญได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (เดิมชื่อ วัดโพธาราม)
หรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า วัดโพธิ์
ซึ่งเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
เริ่มดำเนินการปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. 2332 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2344
พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส (ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ในรัชกาลที่ 4 วัดนี้ได้รับการบูรณะเป็นพิเศษ มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก
มีพระอารามใหญ่โตกว่าที่อื่นใดทั้งสิ้น ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงทะนุบำรุงพระศาสนาให้เป็นหลักอันมั่นคงและสถิตสถาพรมาจนทุกวันนี้จนได้ชื่อว่า
เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา เป็นมรดกที่ล้ำค่า
ซึ่งคนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในหลักธรรมอยู่เป็นนิตย์
ทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบอย่างแก่พระบรมวงศานุวงศ์
ตลอดปวงข้าราชการใหญ่น้อยและอาณาประชาราษฎร์ ครั้งหนึ่งทรงมีพระราชศรัทธาเป็นหิตชณะประโยชน์ในพระพุทธศาสนา
โปรดให้จัดฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดการสมโภช ณ วันศุกร์ เดือน 6 แรม 7-8-9
ค่ำ จุลศักราช 1171 ปีมะเส็ง (พุทธศักราช 2352) พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ตลอด 3 วัน
เป็นการพิธีใหญ่สุดท้ายก่อนเสด็จสวรรคตเพียง 3 เดือน พระองค์เสด็จสวรรคต ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อเวลา 3 ยามกับ 7 บาท ตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13
ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช 1171 รวมพระชนมายุ 73 พรรษา
จำเริญกาลต่อมานับได้ 200 ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525
ในแผ่นดินแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 ราชวงศ์จักรี
ประชาชนชาวไทยต่างพร้อมใจกันมีสมานฉันท์ถวายพระสมัญญาว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เพื่อแสดงความสวามิภักดิ์ในพระมหากษัตริยาธิราชผู้ทรงไว้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อชาติเป็นอเนกประการ
พระราชพิธีเฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและถวายสมัญญาพร้อมพระพรชัยมงคลนี้ปรากฏเป็นพระกฤษฎาภินิหารน่าอัศจรรย์เมื่อ
วันจันทร์ เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2525
สรุปเหตุการณ์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(พ.ศ.2325-2352)
|
2325 |
|
|
2326 |
|
|
2327 |
|
|
2328 |
|
|
2329 |
|
|
2333 |
|
|
2337 |
|
|
2340 |
|
|
2347 |
|
|
2352 |
|